M
MakeABill โปรแกรมสร้างใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี และเครื่องมือ PDF ฟรี
หน้าหลัก > คลังความรู้ > วิธีแก้โดนหักค่า GP และตั้งราคาสินค้า Shopee, Lazada, TikTok ไม่ให้ขาดทุน
การทำธุรกิจออนไลน์ (Online Business)

โดนหักค่า GP/ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม Shopee, Lazada, TikTok Shop ตั้งราคาผิดจนขาดทุน ทำยังไงดี? บทความนี้มีทางออก

✍️ ทีมงานวิชาการ MakeABill 📅 อัปเดตล่าสุด: 2026-08-08 ⏱️ ระยะเวลาอ่าน 7 นาที
โดนหักค่า GP/ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม Shopee, Lazada, TikTok Shop ตั้งราคาผิดจนขาดทุน ทำยังไงดี? บทความนี้มีทางออก

สรุปประเด็นสำคัญ (Key Takeaways)

  • อย่าคิดแค่ “ราคาขาย - ต้นทุนสินค้า = กำไร” เพราะยังมีค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ค่าชำระเงิน และค่าโฆษณาที่ต้องนำมาหักออกเสมอ
  • คำนวณราคาย้อนกลับจากกำไรที่ต้องการ (Break-even Price) เพื่อให้ราคารวมเผื่อเปอร์เซ็นต์ค่าธรรมเนียมไว้ล่วงหน้า
  • ตรวจสอบค่าธรรมเนียมล่าสุดของ Shopee, Lazada และ TikTok Shop ก่อนตั้งราคาขาย เพราะแต่ละแพลตฟอร์มและหมวดหมู่มีอัตราหักไม่เท่ากัน
  • คำนวณกำไรสุทธิทุกครั้งก่อนเข้าร่วมแคมเปญหรือโปรโมชั่น เพื่อป้องกันปัญหายอดขายเพิ่มแต่กำไรกลับลดลง
เครื่องมือออกเอกสารออนไลน์ฟรี

สร้างวิธีแก้โดนหักค่า GP และตั้งราคาสินค้า Shopee, Lazada, TikTok ไม่ให้ขาดทุน คุณภาพสูงได้ทันที

คำนวณ VAT 7% และบาทถ้วนให้อัตโนมัติ ดาวน์โหลดเป็น PDF ไซส์ A4 ทันที

สร้างใบเสนอราคาและตารางต้นทุนสินค้าฟรี →

โดนหักค่า GP/ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม Shopee, Lazada, TikTok Shop ตั้งราคาผิดจนขาดทุน ทำยังไงดี?

การขายสินค้าบน Shopee, Lazada และ TikTok Shop ช่วยให้ร้านค้าเข้าถึงลูกค้าจำนวนมากได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งที่ผู้ขายมือใหม่มักมองข้ามคือ ค่าธรรมเนียมและค่าใช้บริการต่าง ๆ ที่แพลตฟอร์มหักจากยอดขาย

หลายร้านเห็นว่าสินค้าขายได้ 500 บาท จึงคิดว่าตัวเองได้รับเงินเกือบ 500 บาท แต่ในความเป็นจริง เมื่อหักค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน ค่าบริการแคมเปญ ค่าคอมมิชชัน หรือค่าใช้บริการอื่น ๆ แล้ว เงินที่ร้านได้รับจริงอาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ปัญหาที่สำคัญกว่าการโดนหักค่าธรรมเนียม คือการตั้งราคาขายโดยไม่ได้นำค่าธรรมเนียมเหล่านี้มาคำนวณตั้งแต่แรก จนทำให้ขายดีแต่กำไรน้อย หรือบางครั้งขายแล้วขาดทุนโดยไม่รู้ตัว

บทความนี้จะอธิบายว่า GP และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มคืออะไร มีอะไรบ้าง วิธีคำนวณต้นทุนที่แท้จริง และควรตั้งราคาสินค้าอย่างไรเพื่อไม่ให้ขาดทุน

GP หรือค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มคืออะไร?

GP (Gross Profit) ในบริบทการขายผ่านแพลตฟอร์มมักถูกใช้เรียกค่าคอมมิชชันหรือส่วนแบ่งที่แพลตฟอร์มหักจากร้านค้า แม้ในทางบัญชีคำว่า Gross Profit จะมีความหมายว่า “กำไรขั้นต้น” ก็ตาม

สำหรับผู้ขายออนไลน์ สิ่งที่ต้องระวังคือแพลตฟอร์มไม่ได้มีเพียงค่าธรรมเนียมประเภทเดียวเสมอไป แต่อาจมีค่าธรรมเนียมหลายรายการ ขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์ม ประเภทสินค้า โปรแกรมที่ร้านเข้าร่วม และเงื่อนไขในช่วงเวลานั้น

💡 สมการกำไรจริงที่ผู้ขายออนไลน์ต้องจำให้ขึ้นใจ

เปลี่ยนจาก “ราคาขาย − ต้นทุนสินค้า = กำไร” เป็น “ราคาขาย − ต้นทุนสินค้า − ค่าธรรมเนียมทั้งหมด − ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ = กำไรจริง”

Shopee, Lazada และ TikTok Shop หักค่าธรรมเนียมอะไรบ้าง?

รายละเอียดและอัตราค่าธรรมเนียมของแต่ละแพลตฟอร์มสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบาย ประเภทสินค้า และโปรแกรมที่ร้านเข้าร่วม ดังนั้นผู้ขายควรตรวจสอบประกาศและตารางค่าธรรมเนียมล่าสุดของแพลตฟอร์มที่ใช้งานอยู่เสมอ

โดยทั่วไป ค่าใช้จ่ายที่ผู้ขายควรนำมาพิจารณาอาจประกอบด้วย:

  • ค่าคอมมิชชันหรือค่าธรรมเนียมการขาย (Commission Fee)
  • ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน (Transaction / Payment Fee)
  • ค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมโปรแกรมส่งเสริมการขาย (Campaign / Free Shipping Fee)
  • ค่าธรรมเนียมจากการเข้าร่วมแคมเปญบางประเภท
  • ค่าโฆษณา (Shopee Ads, Lazada Ads, TikTok Ads)
  • ค่าส่วนลดหรือค่าใช้จ่ายที่ร้านเป็นผู้รับผิดชอบ
  • ค่าจัดส่งในกรณีที่ร้านต้องรับภาระบางส่วน
  • ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามเงื่อนไขของแต่ละแพลตฟอร์ม

💡 ข้อควรระวังสำคัญ

ประเด็นสำคัญคืออย่าดูเพียงค่าธรรมเนียมหลักเพียงรายการเดียว เพราะต้นทุนที่แท้จริงของการขายอาจเกิดจากค่าธรรมเนียมหลายรายการรวมกัน

ทำไมร้านค้าถึงขายดีแต่กลับไม่มีกำไร?

สาเหตุหลักคือ ตั้งราคาจากต้นทุนสินค้าโดยไม่ได้เผื่อค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม

ตัวอย่างเช่น สินค้าชิ้นหนึ่งมีต้นทุน 200 บาท ร้านตั้งราคาขาย 300 บาท ตอนแรกอาจคิดว่า 300 − 200 = กำไร 100 บาท

แต่ถ้าเมื่อขายจริงมีค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รวมกัน 40 บาท กำไรที่เหลือจะกลายเป็น 300 − 200 − 40 = 60 บาท และถ้ายังมีค่าแพ็กสินค้า ค่าโฆษณา หรือค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่มเติม กำไรจริงก็จะลดลงอีก

ดังนั้น “ยอดขายไม่ใช่กำไร” ร้านค้าที่มียอดขายหลักแสนบาทต่อเดือนอาจมีกำไรน้อยกว่าร้านที่มียอดขายต่ำกว่า แต่บริหารต้นทุนและราคาขายได้ดีกว่า

วิธีคำนวณกำไรจากการขายบน Marketplace

สูตรพื้นฐานที่ควรใช้คือ:

กำไรสุทธิจากสินค้า = ราคาขาย − ต้นทุนสินค้า − ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม − ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ

ตัวอย่าง: สมมติว่า ราคาขาย = 500 บาท, ต้นทุนสินค้า = 250 บาท, ค่าธรรมเนียมและค่าใช้บริการรวม = 75 บาท, ค่าแพ็กสินค้า = 15 บาท, ค่าใช้จ่ายอื่น = 10 บาท

กำไรที่เหลือคือ: 500 − 250 − 75 − 15 − 10 = 150 บาท

ดังนั้น แม้สินค้าจะขายในราคา 500 บาท แต่ไม่ได้หมายความว่าร้านมีกำไร 250 บาท กำไรจริงคือ 150 บาท

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้าควรตั้งราคาเท่าไหร่?

วิธีที่ถูกต้องคือ เริ่มจากกำไรที่ต้องการ แล้วคำนวณย้อนกลับเป็นราคาขาย

ตัวอย่าง: สมมติว่า ต้นทุนสินค้า = 250 บาท, ค่าแพ็กและค่าใช้จ่ายอื่น = 25 บาท, ต้องการกำไร = 100 บาท, ประเมินว่าค่าธรรมเนียมและค่าใช้บริการรวมคิดเป็นประมาณ 15% ของราคาขาย

เราต้องไม่ตั้งราคาเพียง 250 + 25 + 100 = 375 บาท เพราะราคานี้ยังไม่ได้เผื่อค่าธรรมเนียมที่คิดจากราคาขาย

แต่ต้องคำนวณย้อนกลับ: ราคาขายที่เหมาะสม = ต้นทุนคงที่ ÷ (1 − อัตราค่าธรรมเนียม) + กำไรที่ต้องการในรูปแบบที่เหมาะสม

หรือสามารถใช้เครื่องมือคำนวณราคาขายที่ช่วยคำนวณย้อนกลับให้ได้โดยอัตโนมัติ

วิธีตั้งราคาสินค้าไม่ให้ขาดทุน (6 ขั้นตอน)

ก่อนลงขายสินค้า แนะนำให้ทำต้นทุนต่อออเดอร์ให้ครบก่อน ตามขั้นตอนดังนี้:

  • 1. คำนวณต้นทุนสินค้า: รวมราคาที่ซื้อสินค้ามา และต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตถ้ามี
  • 2. บวกค่าแพ็กสินค้า: เช่น กล่อง, ซอง, เทป, กระดาษ, วัสดุกันกระแทก และค่าแรงแพ็กสินค้า
  • 3. เผื่อค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม: อย่าคิดเฉพาะค่าคอมมิชชันรายการเดียว ให้ตรวจสอบค่าใช้บริการทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับร้านและสินค้า
  • 4. เผื่อค่าโฆษณา: ถ้าร้านต้องซื้อโฆษณาเพื่อสร้างยอดขาย ค่าโฆษณาก็ควรถูกนำมาคิดเป็นต้นทุนในการขายด้วย
  • 5. กำหนดกำไรขั้นต่ำ: กำหนดให้ชัดเจนว่าสินค้าหนึ่งชิ้นต้องเหลือกำไรอย่างน้อยเท่าไร
  • 6. ตรวจสอบราคาหลังหักทุกค่าใช้จ่าย: ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุด อย่าถามเพียงว่า “ขายราคาเท่าไหร่ดี?” แต่ควรถามว่า “หลังจากหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว ฉันเหลือกำไรเท่าไหร่?”

ถ้าขายไปแล้วพบว่าขาดทุน ควรทำอย่างไร?

หากพบว่าสินค้าบางรายการขายแล้วแทบไม่เหลือกำไร หรือขาดทุน อย่าเพิ่งรีบลดราคาหรือเพิ่มยอดขาย ให้ทำตามขั้นตอนนี้:

  • ขั้นตอนที่ 1: หยุดดูเฉพาะยอดขาย - ยอดขายสูงไม่ได้แปลว่าธุรกิจมีกำไร ให้ดู กำไรต่อออเดอร์ และ กำไรต่อสินค้า แทน
  • ขั้นตอนที่ 2: ทำตารางต้นทุนจริง - แยกต้นทุนออกเป็น ต้นทุนสินค้า + ค่าธรรมเนียม + ค่าแพ็ก + ค่าโฆษณา + ค่าใช้จ่ายอื่น
  • ขั้นตอนที่ 3: หาจุดคุ้มทุน - คำนวณว่าต้องขายสินค้าราคาเท่าไรจึงจะไม่ขาดทุน (Break-even Price)
  • ขั้นตอนที่ 4: ตั้งกำไรขั้นต่ำ - เมื่อรู้ราคาจุดคุ้มทุนแล้ว จึงกำหนดราคาที่ต้องการขายเพื่อให้เหลือกำไรตามเป้าหมาย
  • ขั้นตอนที่ 5: เปรียบเทียบกับตลาด - ถ้าราคาที่คำนวณได้สูงกว่าคู่แข่งมาก อย่าเพิ่งสรุปว่าต้องลดกำไร ให้พิจารณาทางเลือกอื่น เช่น ลดต้นทุนสินค้า, ลดต้นทุนบรรจุภัณฑ์, ปรับขนาดสินค้า, ขายเป็นชุด, เพิ่มมูลค่าสินค้า, ปรับช่องทางการขาย, ลดค่าโฆษณาที่ไม่สร้างยอดขาย หรือเลือกเข้าร่วมโปรโมชันเฉพาะรายการที่ยังมีกำไร

ทำไมการเข้าร่วมโปรโมชันถึงต้องระวังเป็นพิเศษ?

โปรโมชั่นสามารถช่วยเพิ่มยอดขาย แต่ยอดขายที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นเสมอไป

ตัวอย่างเช่น สินค้าปกติขาย 500 บาท และมีกำไร 100 บาท หากเข้าร่วมโปรโมชั่นจนราคาที่ร้านได้รับจริงลดลง แต่ค่าธรรมเนียมบางรายการยังเกิดขึ้นตามเงื่อนไขเดิม กำไรต่อออเดอร์ก็อาจลดลงอย่างมาก

หากร้านมองเฉพาะจำนวนออเดอร์ อาจรู้สึกว่าโปรโมชั่นประสบความสำเร็จ แต่เมื่อดู กำไรรวมหลังหักค่าใช้จ่าย อาจพบว่าไม่ได้คุ้มอย่างที่คิด

ดังนั้นทุกครั้งก่อนเข้าร่วมโปรโมชั่น ควรคำนวณว่า: ยอดขายเพิ่มขึ้นเท่าไร และกำไรจริงเพิ่มขึ้นหรือไม่

ตัวอย่างตารางการคำนวณต้นทุนและกำไรจริงของร้านค้าออนไลน์

ร้านค้าที่มีสินค้าจำนวนมากควรทำตารางต้นทุน เช่น:

💡 ประโยชน์ของการทำตารางวิเคราะห์ต้นทุน

ตารางลักษณะนี้ช่วยให้เห็นทันทีว่า สินค้าไหนขายดีแต่กำไรต่ำ และสินค้าไหนควรปรับราคา

แล้วค่าธรรมเนียม Shopee, Lazada และ TikTok Shop ต่างกันไหม?

ต่างกันได้ และไม่ควรใช้ตัวเลขค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มหนึ่งไปคำนวณอีกแพลตฟอร์มหนึ่งโดยตรง

นอกจากนี้ อัตราค่าธรรมเนียมอาจแตกต่างกันตาม หมวดหมู่สินค้า, ประเภทผู้ขาย, โปรแกรมหรือแคมเปญที่เข้าร่วม, วิธีการชำระเงิน, เงื่อนไขการจัดส่ง, โปรโมชั่น และนโยบายของแพลตฟอร์มในช่วงเวลานั้น

ดังนั้นหากพบเว็บไซต์หรือบทความที่ระบุว่า “Shopee หัก X% ทุกสินค้า” หรือ “TikTok Shop หัก X% เหมือนกันหมด” ควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดอีกครั้งก่อนนำตัวเลขไปใช้ตั้งราคาจริง

สรุป: ขายบน Shopee, Lazada, TikTok Shop อย่างไรไม่ให้ขาดทุน?

สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การพยายามหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียม เพราะค่าธรรมเนียมเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนในการใช้แพลตฟอร์ม แต่คือ ต้องนำค่าธรรมเนียมทั้งหมดมาคำนวณตั้งแต่ก่อนตั้งราคาขาย

จำง่าย ๆ ว่า: ยอดขาย ≠ กำไร และ ราคาขาย − ต้นทุนสินค้า ≠ กำไรจริง

การขายออนไลน์ที่ดีจึงไม่ใช่แค่ “ขายให้ได้เยอะที่สุด” แต่ต้อง “ขายแล้วเหลือกำไร” ด้วย

  • 1. ตรวจสอบค่าธรรมเนียมล่าสุดของแพลตฟอร์ม
  • 2. รวมค่าธรรมเนียมทุกประเภทที่เกี่ยวข้อง
  • 3. คำนวณต้นทุนต่อออเดอร์
  • 4. คำนวณราคาจุดคุ้มทุน (Break-even Price)
  • 5. กำหนดกำไรขั้นต่ำที่ต้องการ
  • 6. คำนวณราคาขายย้อนกลับ
  • 7. ตรวจสอบผลกำไรอีกครั้งก่อนเข้าร่วมโปรโมชั่น
  • 8. ติดตามกำไรจริงหลังหักค่าใช้จ่าย ไม่ดูเฉพาะยอดขาย

📋 เช็คลิสต์ 8 สิ่งต้องทำก่อนตั้งราคาสินค้าขายออนไลน์

  • เช็คอัตราค่าธรรมเนียมล่าสุดของ Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop
  • รวบรวมต้นทุนสินค้า ค่าผลิต และค่าจัดส่งต้นทาง
  • คำนวณค่ากล่อง ซอง ซองกันกระแทก และค่าอุปกรณ์แพ็กสินค้า
  • ประเมินค่าโฆษณาเฉลี่ยต่อออเดอร์ (Ad Spend per Order)
  • คำนวณจุดคุ้มทุน (Break-even Price) รวมภาษีและค่าชำระเงิน
  • ตั้งราคาขายย้อนกลับจากเป้าหมายกำไรสุทธิ
  • ทำตารางวิเคราะห์กำไรสุทธิต่อสินค้าแต่ละ SKUs
  • สอบทานกำไรสุทธิก่อนตกลงเข้าร่วมแคมเปญลดราคา

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

Q: Shopee หักค่าธรรมเนียมกี่เปอร์เซ็นต์?

A: อัตราค่าธรรมเนียมของ Shopee ไม่ได้มีตัวเลขเดียวที่ใช้กับทุกร้านและทุกสินค้า โดยอาจแตกต่างตามหมวดหมู่สินค้า ประเภทผู้ขาย และโปรแกรมที่ร้านเข้าร่วม ควรตรวจสอบอัตราล่าสุดจากระบบ Seller Centre ก่อนนำไปคำนวณราคาขาย

Q: Lazada หักค่าธรรมเนียมกี่เปอร์เซ็นต์?

A: Lazada มีค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขหลายประเภท อัตราที่ร้านต้องจ่ายอาจแตกต่างกันตามประเภทสินค้าและโปรแกรมที่เข้าร่วม ดังนั้นไม่ควรใช้เปอร์เซ็นต์เดียวคำนวณกับสินค้าทุกประเภท

Q: TikTok Shop หักค่าธรรมเนียมเท่าไหร่?

A: TikTok Shop มีค่าธรรมเนียมหลายประเภทและอัตราอาจเปลี่ยนแปลงตามนโยบายและเงื่อนไขของร้านค้า การคำนวณกำไรควรอ้างอิงข้อมูลค่าธรรมเนียมล่าสุดของบัญชีร้านค้าและสินค้านั้น ๆ

Q: ทำไมขายของราคา 500 บาท แต่ได้เงินไม่ถึง 500 บาท?

A: เพราะแพลตฟอร์มอาจหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้บริการต่าง ๆ ก่อนที่ร้านค้าจะได้รับเงินสุทธิ ดังนั้นราคาขายจึงไม่ใช่จำนวนเงินที่ร้านได้รับจริงทั้งหมด

Q: ควรบวกค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเข้าไปในราคาสินค้าหรือไม่?

A: ควรนำค่าธรรมเนียมมาพิจารณาในการตั้งราคา เพราะค่าธรรมเนียมเป็นหนึ่งในต้นทุนของการขายผ่าน Marketplace แต่ควรเปรียบเทียบกับราคาตลาดและความสามารถในการแข่งขันด้วย

Q: ถ้าขายดีแต่กำไรน้อยควรทำอย่างไร?

A: ควรวิเคราะห์กำไรต่อออเดอร์และต้นทุนทั้งหมดก่อน จากนั้นพิจารณาปรับราคาขาย ลดต้นทุน ลดค่าโฆษณาที่ไม่มีประสิทธิภาพ ปรับโปรโมชั่น หรือปรับรูปแบบสินค้า แทนที่จะมุ่งเพิ่มยอดขายเพียงอย่างเดียว

Q: จะตั้งราคาขายอย่างไรไม่ให้ขาดทุน?

A: ให้เริ่มจากต้นทุนสินค้า บวกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม แล้วกำหนดกำไรขั้นต่ำที่ต้องการ จากนั้นคำนวณย้อนกลับเป็นราคาขายที่เหมาะสม

สร้างเอกสารธุรกิจแบบมืออาชีพได้ทันที

ฟรี ไม่ต้องสมัครสมาชิก คำนวณภาษี 7% และบาทถ้วนให้อัตโนมัติ

สร้างใบเสนอราคาและตารางต้นทุนสินค้าฟรี →

บทความอื่นที่คุณอาจสนใจ

เอกสารการขาย (Sales)

ใบเสนอราคา คืออะไร?

เจาะลึก ใบเสนอราคา (Quotation) คืออะไร? สรุปองค์ประกอบสำคัญที่ต้องมี ข้อแตกต่างจากใบแจ้งหนี้ ตัวอย่างแบบฟอร์ม และเทคนิคการออกใบเสนอราคาให้ปิดการขายได้เร็วขึ้น

อ่านต่อ →
การเงินและบัญชี (Accounting)

ใบแจ้งหนี้ คืออะไร?

ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร? สรุปวิธีออกใบแจ้งหนี้ให้ถูกต้องตามหลักบัญชี ข้อแตกต่างระหว่างใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล และใบกำกับภาษี พร้อมเทคนิคการติดตามหนี้อย่างมืออาชีพ

อ่านต่อ →
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ คืออะไร?

ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ ตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร คืออะไร? 8 รายการบังคับที่ต้องมี ข้อแตกต่างจากใบกำกับภาษีอย่างย่อ และบทลงโทษทางกฎหมายหากทำผิดพลาด

อ่านต่อ →