ภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืออะไร แล้วหักกี่เปอร์เซ็นต์?
สรุปประเด็นสำคัญ (Key Takeaways)
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือการที่ "ผู้จ่ายเงิน" หักภาษีส่วนหนึ่งไว้ล่วงหน้าจากยอดที่ต้องจ่าย แล้วนำส่งกรมสรรพากร พร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) ให้ผู้รับเงิน
- ไม่ได้มีอัตราเดียวตายตัว: อัตราที่พบบ่อยคือ ค่าบริการ 3%, ค่าจ้างทำของ 3%, วิชาชีพอิสระ 3%, ค่าโฆษณา 2%, ค่าเช่า 5%, และค่าขนส่ง 1%
- เงินที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไม่ได้สูญหาย แต่ถือเป็นการจ่ายภาษีล่วงหน้า สามารถนำไปใช้เป็น "เครดิตภาษี" เพื่อขอลดหย่อนหรือขอคืนภาษีตอนยื่นแบบประจำปี (ภ.ง.ด.90/91/50) ได้
- ฐานการคำนวณหัก ณ ที่จ่ายคิดจากยอดเงินก่อน VAT เสมอ เช่น ค่าบริการ 10,000 บาท + VAT 700 บาท = 10,700 บาท จะหัก 3% จากยอด 10,000 บาท (= 300 บาท) ยอดชำระสุทธิคือ 10,400 บาท
- ผู้มีหน้าที่หักและนำส่งคือ "ผู้จ่ายเงิน" (เช่น บริษัท/นิติบุคคล) ส่วนผู้รับเงินมีหน้าที่จัดเก็บใบ 50 ทวิ ไว้เป็นหลักฐานเพื่อยื่นภาษีประจำปี
สร้างภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืออะไร หักกี่ %? คุณภาพสูงได้ทันที
คำนวณ VAT 7% และบาทถ้วนให้อัตโนมัติ ดาวน์โหลดเป็น PDF ไซส์ A4 ทันที
1. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร?
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) เป็นเรื่องที่คนทำธุรกิจ ฟรีแลนซ์ ผู้รับจ้าง และผู้ประกอบการ SME ต้องเจอกันอยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะเวลารับเงินจากบริษัทหรือองค์กร
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือ การที่ ผู้จ่ายเงินหักภาษีส่วนหนึ่งออกจากเงินที่ต้องจ่ายให้ผู้รับเงิน แล้วนำภาษีจำนวนดังกล่าวส่งให้กรมสรรพากรแทนผู้รับเงิน
พูดง่าย ๆ คือ ผู้รับเงินไม่ได้รับเงินเต็มจำนวนตามยอดที่เรียกเก็บ เพราะผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษีบางส่วนไว้ก่อน จากนั้นนำส่งกรมสรรพากร และออก "หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย" (ใบ 50 ทวิ) ให้แก่ผู้รับเงิน
เงินที่ถูกหักไว้ไม่ได้หมายความว่าผู้รับเงิน "เสียเงินไปฟรี ๆ" แต่โดยทั่วไปสามารถนำภาษีที่ถูกหักและนำส่งแล้วไปใช้เป็น "เครดิตภาษี" ในการคำนวณภาษีเงินได้ภายหลังได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้และสถานะของผู้รับเงิน
กรมสรรพากรกำหนดหลักเกณฑ์การหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ตามประเภทของเงินได้และลักษณะของผู้จ่ายและผู้รับเงิน จึงไม่ได้มีอัตราเดียวสำหรับทุกกรณี
💡 ตัวอย่างภาพรวมการหัก ณ ที่จ่าย:
ค่าบริการ 10,000 บาท → หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% = 300 บาท → ผู้ว่าจ้างจ่ายเงินจริงให้ผู้รับ 9,700 บาท → ผู้ว่าจ้างนำเงิน 300 บาทไปนำส่งกรมสรรพากร พร้อมส่งมอบใบ 50 ทวิ ให้ผู้รับเงิน
2. หัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์? (ตารางสรุปอัตราที่พบบ่อย)
คำตอบคือ "ไม่ได้มีอัตราเดียว" เพราะอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายขึ้นอยู่กับว่าเป็นเงินได้ประเภทใด และผู้จ่ายเงินกับผู้รับเงินมีสถานะเป็นใคร (บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล)
ตารางสรุปอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่คนทำธุรกิจ ฟรีแลนซ์ และ SME พบได้บ่อยที่สุด มีดังนี้:
💡 ข้อสังเกตสำคัญ:
ตารางนี้เป็นเพียง "อัตราที่พบได้บ่อย" ไม่ใช่ตารางอัตราทั้งหมด เพราะกฎหมายภาษีและประมวลรัษฎากรมีเงื่อนไขและข้อยกเว้นในแต่ละประเภทเงินได้และสัญญา
3. ค่าบริการ หัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์? (3%)
กรณีที่พบมากที่สุดสำหรับผู้ประกอบการและฟรีแลนซ์คือ "ค่าบริการ"
โดยทั่วไปการจ่ายค่าบริการที่เข้าเกณฑ์ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร จะมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ในกรณีที่ผู้จ่ายและผู้รับเข้าเงื่อนไขที่กำหนด
💡 คำแนะนำด้านข้อเท็จจริงของสัญญา:
การพิจารณาว่าการจ่ายเงินรายการใดถือเป็น "ค่าบริการ" และต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่ ต้องดูข้อเท็จจริงและลักษณะของเนื้องานประกอบกัน ไม่ควรดูจากชื่อรายการบนหัวบิลเพียงอย่างเดียว
4. ค่าจ้างทำของ หัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์? (3%)
ค่าจ้างทำของที่เข้าเงื่อนไขการหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยทั่วไปใช้อัตรา 3% สำหรับผู้รับเงินบางประเภทตามที่กฎหมายกำหนด
สัญญาจ้างทำของ คือ สัญญาที่ผู้รับจ้างตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการงานนั้น เช่น การจ้างรับเหมาก่อสร้าง ผลิตชิ้นงานตามแบบ หรือตัดเย็บชุดยูนิฟอร์ม
5. ฟรีแลนซ์โดนหัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์?
สำหรับฟรีแลนซ์ ไม่มีคำตอบว่าต้องถูกหัก "อัตราเดียว" ทุกงาน เพราะต้องพิจารณาว่างานที่รับเป็นเงินได้ประเภทใดตามประมวลรัษฎากร
กรณีที่ฟรีแลนซ์พบบ่อยในการทำงานจริง ได้แก่:
- รับงานบริการทั่วไป (มาตรา 40(2) หรือ 40(8)): หากเข้าลักษณะเป็นค่าบริการและเข้าเงื่อนไขการหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยทั่วไปมักพบอัตรา 3%
- วิชาชีพอิสระ (มาตรา 40(6)): วิชาชีพอิสระบางประเภท เช่น กฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม มีหลักเกณฑ์หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยทั่วไปที่ 3% สำหรับกรณีที่เข้าเงื่อนไข
💡 หลักคิดสำคัญสำหรับฟรีแลนซ์:
ฟรีแลนซ์ควรพิจารณา "ลักษณะของรายได้และประเภทงาน" มากกว่าดูเพียงว่าตัวเองเรียกตัวเองว่าฟรีแลนซ์หรือไม่ เพื่อให้เข้าใจอัตราภาษีที่ถูกต้อง
6. ค่าเช่าทรัพย์สิน หัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์? (5%)
ค่าเช่าทรัพย์สินที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย โดยทั่วไปมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 5%
ครอบคลุมการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน อาคารพาณิชย์ สำนักงาน โกดังสินค้า รวมถึงสังหาริมทรัพย์ เช่น การเช่ารถยนต์ เครื่องจักร หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ
7. ค่าโฆษณา หัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์? (2%)
ค่าโฆษณาที่เข้าเงื่อนไขการหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยทั่วไปใช้อัตรา 2%
เช่น บริษัทจ่ายค่าพื้นที่โฆษณาในนิตยสาร ป้ายโฆษณาบิลบอร์ด หรือการจ้างบริษัทตัวแทนโฆษณา (Agency) เผยแพร่สื่อ
8. ค่าขนส่ง หัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์? (1%)
ค่าขนส่งที่เข้าเงื่อนไขการหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยทั่วไปใช้อัตรา 1%
โดยมีรายละเอียดและข้อยกเว้นตามประเภทการขนส่งและสถานะของผู้รับเงิน เช่น บริษัทรับจ้างขนส่งสินค้าหรือโลจิสติกส์ (ไม่รวมค่าโดยสารสาธารณะ)
9. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายคิดจากยอดไหน? (ก่อนหรือหลัง VAT?)
โดยหลักการ การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายต้องพิจารณาจาก "เงินได้พึงประเมินก่อนรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)"
สมมติค่าบริการ 10,000 บาท และมีภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) จำนวน 700 บาท
💡 ข้อควรระวังสำคัญ:
ห้ามนำ VAT 7% มารวมเป็นฐานในการคิดหัก ณ ที่จ่ายเด็ดขาด ต้องคำนวณเปอร์เซ็นต์หัก ณ ที่จ่ายจากยอดสินค้า/บริการก่อน VAT เท่านั้น
10. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ใครเป็นคนหัก และมีหน้าที่อะไรบ้าง?
โดยทั่วไป "ผู้จ่ายเงิน" เป็นผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อการจ่ายเงินเข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด
ตัวอย่างความสัมพันธ์ในธุรกรรม เช่น บริษัท A ว่าจ้างฟรีแลนซ์ B ทำงานออกแบบ:
- บริษัท A = ผู้จ่ายเงิน (มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนด)
- ฟรีแลนซ์ B = ผู้รับเงิน (ได้รับเงินสุทธิหลังหักภาษี)
- บริษัท A มีหน้าที่นำภาษีที่หักไว้ไปยื่นแบบและนำส่งกรมสรรพากรภายในวันที่กำหนดของเดือนถัดไป
- บริษัท A มีหน้าที่ออก "หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย" (ใบ 50 ทวิ) ให้แก่ B เพื่อเป็นหลักฐาน
11. ถ้าถูกหัก ณ ที่จ่ายแล้ว เงินหายไปเลยหรือไม่? (ขอคืนภาษีได้ไหม?)
คำตอบคือ "ไม่ใช่เงินที่สูญหายไปเลย"
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ถือเป็นการจ่ายภาษีเงินได้ล่วงหน้าให้กรมสรรพากร
เมื่อผู้รับเงินนำรายได้ตลอดทั้งปีไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีประจำปี (ภ.ง.ด.90/91 สำหรับบุคคลธรรมดา หรือ ภ.ง.ด.50 สำหรับนิติบุคคล) จะสามารถนำภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่สะสมไว้ทั้งหมดมาใช้เป็น "เครดิตภาษี" หักลบกับภาษีที่ต้องชำระจริงได้
💡 ตัวอย่างการขอคืนภาษี:
ตลอดทั้งปีฟรีแลนซ์ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายสะสมไว้ 20,000 บาท เมื่อคำนวณภาษีเงินได้ปลายปีแล้ว มีภาษีที่ต้องเสียจริงเพียง 15,000 บาท จะเกิด "ภาษีชำระไว้เกิน" 5,000 บาท ซึ่งสามารถขอรับเงินคืนจากกรมสรรพากรได้
12. ตัวอย่างการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายแบบเข้าใจง่าย
สมมติบริษัทจ้างนักออกแบบอิสระทำงานโปรเจกต์ราคา 30,000 บาท และกรณีดังกล่าวเข้าเกณฑ์หัก ณ ที่จ่าย 3%
13. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย กับ VAT 7% เหมือนกันหรือไม่?
ไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง!
VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) คือ ภาษีที่เก็บจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โดยผู้ประกอบการที่จด VAT มีหน้าที่เรียกเก็บเพิ่ม 7% จากลูกค้า
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือ กลไกการทยอยหักภาษีเงินได้ล่วงหน้าจากผู้รับเงิน เพื่อส่งเข้ากรมสรรพากร
ดังนั้น ในเอกสารใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จรับเงิน อาจมีทั้งรายการ VAT 7% และรายการ หัก ณ ที่จ่าย 3% อยู่ร่วมกันได้ และ VAT 7% ไม่ได้หมายความว่าจะต้องหัก ณ ที่จ่าย 7%
14. สรุปภาพรวมภาษีหัก ณ ที่จ่าย และคำแนะนำสำหรับคนทำธุรกิจ
สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าจำเพียงว่า "หัก ณ ที่จ่าย = 3% เสมอไป" เพราะอัตราที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับประเภทของเงินได้และเงื่อนไขของธุรกรรม เช่น ค่าบริการ 3%, ค่าโฆษณา 2%, ค่าเช่า 5%, และค่าขนส่ง 1%
สำหรับธุรกิจและฟรีแลนซ์ การจัดทำเอกสารให้ถูกต้อง ครบถ้วน ตั้งแต่ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน จนถึงใบกำกับภาษี จะช่วยให้การบริหารจัดการบัญชีและการตรวจสอบภาษีเป็นเรื่องง่ายและโปร่งใส
📋 Checklist 8 ข้อสำคัญเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่คนทำธุรกิจต้องรู้
- ตรวจสอบประเภทเงินได้และสัญญาให้ชัดเจนว่าเป็นค่าบริการ ค่าจ้าง ค่าเช่า หรือค่าโฆษณา เพื่อใช้อัตราภาษีที่ถูกต้อง
- คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากยอดเงินก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ก่อน VAT) เสมอ
- ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษี และนำส่งกรมสรรพากรภายในวันที่กำหนดของเดือนถัดไป (ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53)
- ผู้จ่ายเงินต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) ให้แก่ผู้รับเงินทุกครั้ง
- ผู้รับเงินควรจัดเก็บใบ 50 ทวิ ไว้อย่างเป็นระเบียบเพื่อใช้เป็นหลักฐานเครดิตภาษีตอนยื่นภาษีประจำปี
- หากถูกหักภาษีไว้เกินกว่าภาษีที่ต้องเสียจริง มีสิทธิขอรับเงินคืนภาษีจากกรมสรรพากรได้
- แยกความแตกต่างระหว่าง VAT 7% (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) และ หัก ณ ที่จ่าย 3% (ภาษีเงินได้ล่วงหน้า) ให้ถูกต้อง
- ตรวจสอบหลักเกณฑ์และข้อยกเว้นภาษีล่าสุดจากกรมสรรพากรก่อนทำธุรกรรมจริง
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q: ภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืออะไร?
A: คือการที่ผู้จ่ายเงินหักภาษีส่วนหนึ่งจากเงินที่ต้องจ่ายให้ผู้รับเงินตามอัตราที่กฎหมายกำหนด แล้วนำเงินที่หักไว้นั้นนำส่งกรมสรรพากร พร้อมออกหนังสือรับรองฯ (ใบ 50 ทวิ) ให้ผู้รับเงิน
Q: ค่าบริการหัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์?
A: โดยทั่วไปคือ 3% หากการจ่ายเงินเข้าหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เช่น ค่าจ้างเขียนโปรแกรม งานดีไซน์ ค่าที่ปรึกษา หรืองานบริการวิชาชีพ
Q: ฟรีแลนซ์ถูกหัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์?
A: ไม่มีอัตราเดียว ต้องพิจารณาประเภทงานและลักษณะของเงินได้ โดยงานบริการและวิชาชีพอิสระหลายกรณีใช้อัตรา 3%
Q: หัก ณ ที่จ่าย 3% หมายความว่าอย่างไร คิดเงินอย่างไร?
A: คือการหักเงิน 3 บาท จากทุก ๆ 100 บาทของฐานเงินได้ก่อน VAT เช่น ค่าบริการ 10,000 บาท หัก 3% เท่ากับ 300 บาท ผู้รับเงินจะได้รับเงินสุทธิ 9,700 บาท
Q: ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว เอาไปทำอะไรได้ หรือขอคืนได้ไหม?
A: สามารถนำไปใช้เป็นเครดิตภาษีในการคำนวณภาษีเงินได้ตอนยื่นแบบประจำปี (ภ.ง.ด.90/91/50) ได้ หากคำนวณแล้วมีภาษีที่ต้องจ่ายน้อยกว่าภาษีที่ถูกหักไว้ ก็สามารถขอรับเงินคืนภาษีจากสรรพากรได้
Q: VAT 7% กับหัก ณ ที่จ่าย 3% เหมือนกันหรือไม่?
A: ไม่เหมือนกัน VAT 7% เป็นภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายสินค้าหรือบริการ ส่วนหัก ณ ที่จ่าย 3% เป็นการชำระภาษีเงินได้ล่วงหน้า ในเอกสารบิลสามารถมีทั้งสองรายการร่วมกันได้
สร้างเอกสารธุรกิจแบบมืออาชีพได้ทันที
ฟรี ไม่ต้องสมัครสมาชิก คำนวณภาษี 7% และบาทถ้วนให้อัตโนมัติ
สร้างเอกสารธุรกิจ & ใบเสร็จ ฟรี →บทความอื่นที่คุณอาจสนใจ
ใบเสนอราคา คืออะไร?
เจาะลึก ใบเสนอราคา (Quotation) คืออะไร? สรุปองค์ประกอบสำคัญที่ต้องมี ข้อแตกต่างจากใบแจ้งหนี้ ตัวอย่างแบบฟอร์ม และเทคนิคการออกใบเสนอราคาให้ปิดการขายได้เร็วขึ้น
ใบแจ้งหนี้ คืออะไร?
ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร? สรุปวิธีออกใบแจ้งหนี้ให้ถูกต้องตามหลักบัญชี ข้อแตกต่างระหว่างใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล และใบกำกับภาษี พร้อมเทคนิคการติดตามหนี้อย่างมืออาชีพ
ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ คืออะไร?
ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ ตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร คืออะไร? 8 รายการบังคับที่ต้องมี ข้อแตกต่างจากใบกำกับภาษีอย่างย่อ และบทลงโทษทางกฎหมายหากทำผิดพลาด